
ในสมัยพุทธกาล เมื่อครั้งที่พระผู้มีพระภาคเจ้ายังทรงดำรงพระชนม์อยู่ ได้ทรงปรารภถึงเรื่องราวในอดีตชาติ อันเกี่ยวเนื่องกับ พระโพธิสัตว์ ซึ่งได้เสวยพระชาติเป็น ควายป่า ผู้ทรงคุณธรรม ทรงแสดงถึงความซื่อสัตย์และเสียสละ จนเป็นที่เลื่องลือนามในป่าใหญ่แห่งหนึ่ง
กาลครั้งหนึ่งนานแสนนานมาแล้ว ในป่าใหญ่ที่ร่มรื่นเขียวขจี มีฝูงควายป่าอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ในจำนวนนั้น มีควายตัวหนึ่งโดดเด่นกว่าใครเพื่อน ด้วยรูปร่างสง่างาม กำลังวังชาเต็มเปี่ยม และที่สำคัญ คือ จิตใจที่เปี่ยมด้วยคุณธรรม นามของมันคือ มหิส ซึ่งแปลว่า ควาย
มหิสเป็นควายหนุ่มที่แข็งแรงที่สุดในฝูง มีปัญญาเฉลียวฉลาด และมีนิสัยซื่อสัตย์สุจริต มันเป็นที่รักใคร่และเคารพของควายทุกตัวในฝูง เพราะมหิสไม่เคยคิดเอาเปรียบใคร มีแต่จะช่วยเหลือผู้อื่นเสมอ
วันหนึ่ง ขณะที่ฝูงควายกำลังเล็มหญ้าอย่างเพลิดเพลิน ท่ามกลางแสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าที่สาดส่องลอดกิ่งก้านของต้นไม้น้อยใหญ่ ก็มีเสียงร้องไห้ดังมาจากที่ไกลๆ เสียงนั้นแหบแห้ง แฝงด้วยความเจ็บปวด
"เสียงอะไรน่ะ?" ควายแก่ตัวหนึ่งถามขึ้นด้วยความสงสัย
"ฟังดูเหมือนเสียงสัตว์ที่กำลังเดือดร้อน" ควายสาวตัวหนึ่งตอบ
มหิสได้ยินเสียงนั้นเช่นกัน หัวใจของมันรู้สึกหวั่นไหว มันเงี่ยหูฟังเสียงนั้นอย่างตั้งใจ และตัดสินใจว่าจะออกไปสำรวจ
"ข้าจะไปดูก่อนว่าเกิดอะไรขึ้น" มหิสประกาศ
"อย่าไปเลยมหิส ป่านี้อันตรายนัก มีสัตว์ร้ายมากมาย" ควายแก่เตือน
"แต่เราจะปล่อยให้ผู้ที่กำลังเดือดร้อนต้องทนทุกข์อยู่ฝ่ายเดียวได้อย่างไร" มหิสตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
มหิสเดินนำฝูงควายไปทางเสียงร้องนั้น เมื่อเข้าไปใกล้ ก็พบว่าเสียงนั้นมาจาก หลุมที่ขุดขึ้นอย่างลึก และในหลุมนั้น มี ลูกควายตัวหนึ่ง กำลังดิ้นรนอย่างสิ้นหวัง
ลูกควายตัวนั้นตกลงไปในหลุมที่นายพรานขุดไว้เพื่อดักจับสัตว์ แต่โชคไม่ดีที่มันพลาดท่าตกลงไปเสียก่อน
"ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยข้าด้วย!" ลูกควายร้องคร่ำครวญ
มหิสเห็นสภาพของลูกควายก็รู้สึกสงสารจับใจ มันรีบเดินเข้าไปใกล้ปากหลุม
"เจ้าเป็นอะไรไป?" มหิสถาม
"ข้า...ข้าตกลงมาในหลุมนี้ ข้าออกมาไม่ได้แล้ว" ลูกควายตอบเสียงสั่น
มหิสพิจารณาหลุมนั้นอย่างถี่ถ้วน หลุมนั้นลึกมาก และผนังก็ขรุขระยากแก่การปีนขึ้น
"อย่าเพิ่งสิ้นหวังนะ พ่อหนุ่ม" มหิสปลอบ
มหิสหันไปมองฝูงควายที่ยืนมองอยู่ห่างๆ
"พวกเรา! มาช่วยกันหน่อย!" มหิสร้องเรียก
ควายทุกตัวรีบเข้ามาใกล้ปากหลุม แต่มันก็ดูจะหมดหนทางเช่นกัน
"หลุมมันลึกเกินไป พวกเราจะช่วยเจ้าได้อย่างไร?" ควายแก่ตัวหนึ่งกล่าว
มหิสครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ดวงตาของมันฉายแววแห่งความมุ่งมั่น
"ข้าจะลงไปเอง" มหิสกล่าว
"อะไรนะ! เจ้าจะบ้าหรือ มหิส! มันอันตรายเกินไป!" ควายแก่ร้องทัก
"ข้าไม่กลัวอันตราย ถ้าหากข้าช่วยชีวิตน้อยๆ นี้ได้" มหิสยืนยัน
มหิสไม่รอช้า มันค่อยๆ หย่อนตัวลงไปในหลุมอย่างระมัดระวัง ด้วยพละกำลังและสติปัญญาของมัน มันใช้เขาและกีบเท้าในการยึดเกาะผนังหลุมที่ขรุขระ
ขณะที่มหิสค่อยๆ ไต่ลงไป ลูกควายก็ยิ่งหวังมากขึ้น
"ท่าน...ท่านจะทำได้จริงๆ หรือ?" ลูกควายถามด้วยความหวัง
"ข้าจะพยายามให้ดีที่สุด" มหิสตอบ
การลงไปในหลุมนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ผนังหลุมเต็มไปด้วยเศษหินและดินที่ร่วงหล่นลงมา มหิสต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งยวด
เมื่อมหิสลงไปถึงก้นหลุม ลูกควายก็ซบหน้าลงบนตัวมหิสด้วยความดีใจ
"ขอบคุณท่านมาก" ลูกควายกล่าว
มหิสมองลูกควายด้วยความสงสาร
"เอาล่ะ ทีนี้เราต้องหาทางออกกัน" มหิสกล่าว
มหิสพยายามหาช่องทางที่จะปีนขึ้นไป แต่ผนังหลุมนั้นสูงชันเกินกว่าที่มันจะปีนขึ้นเองได้
ขณะนั้นเอง เสียงฝีเท้าของมนุษย์ก็ดังขึ้นมาแต่ไกล
"ได้ยินเสียงอะไรไหม?" เสียงนายพรานดังมา
"เหมือนเสียงควาย" เสียงอีกคนตอบ
มหิสได้ยินเสียงนายพราน ก็รู้ทันทีว่ากำลังจะเกิดอันตราย
"ลูกควาย! รีบซ่อนตัวหลังข้า!" มหิสสั่ง
มหิสดันลูกควายไปไว้ด้านหลัง แล้วยืนเผชิญหน้ากับปากหลุม
นายพรานสองคนเดินมาถึงปากหลุม เมื่อเห็นมหิสและลูกควายในหลุม ก็ดีใจเป็นอย่างยิ่ง
"โอ้โห! ได้ควายถึงสองตัวเลย!" นายพรานคนหนึ่งร้อง
"ตัวใหญ่ดีด้วย" อีกคนเสริม
มหิสรู้ดีว่าชีวิตของมันตกอยู่ในอันตราย แต่มันก็ไม่ยอมทิ้งลูกควาย
นายพรานคนหนึ่งหยิบมีดขึ้นมา
"เจ้าจะทำอะไร?" มหิสถามด้วยเสียงที่ดัง
"ก็มาจับเจ้าไง" นายพรานตอบ
มหิสรู้ว่ามันไม่สามารถต่อสู้กับนายพรานได้ แต่มันก็ไม่ยอมให้ลูกควายถูกทำร้าย
ทันใดนั้นเอง มหิสก็เกิดความคิดขึ้นมา
"ท่านนายพราน! ท่านต้องการควายใช่ไหม?" มหิสถาม
"แน่นอน! เจ้าไม่เห็นหรือไง?" นายพรานตอบอย่างหงุดหงิด
"ถ้าเช่นนั้น...ข้าจะยอมให้ท่านจับข้าไป แต่ขอท่านไว้ชีวิตลูกควายตัวนี้ได้หรือไม่?" มหิสกล่าว
นายพรานทั้งสองมองหน้ากัน พวกมันไม่เคยเจอควายที่พูดได้เช่นนี้มาก่อน
"เจ้าพูดได้จริงหรือ?" นายพรานคนหนึ่งถามอย่างไม่เชื่อ
"ข้าพูดได้" มหิสตอบ "ข้าเป็นควายที่พิเศษกว่าควายทั่วไป ข้ามีปัญญาและรู้จักพูด"
นายพรานทั้งสองรู้สึกทึ่ง พวกมันคิดว่าหากได้ควายเช่นนี้ไป ก็คงจะขายได้ราคาดี
"ถ้าเจ้าพูดได้จริง เจ้าจะยอมให้เราจับไปโดยดีใช่ไหม?" นายพรานถาม
"ข้าจะยอม" มหิสตอบ "แต่มีข้อแม้เดียว คือท่านต้องสัญญาว่าจะไม่ทำอันตรายลูกควายตัวนี้ และปล่อยมันไป"
นายพรานทั้งสองตกลงตามนั้น พวกมันมองเห็นโอกาสที่จะได้กำไร
"ตกลง! เราสัญญา!" นายพรานคนหนึ่งกล่าว "ถ้าเจ้าไม่ดิ้นรน เราจะจับเจ้าไปโดยดี และจะปล่อยลูกควายตัวนี้ไป"
มหิสดีใจที่สามารถช่วยชีวิตลูกควายได้ มันหันไปมองลูกควาย
"เจ้าปลอดภัยแล้วนะ พ่อหนุ่ม" มหิสกล่าว "จงรีบกลับไปหาแม่ของเจ้าเสีย"
ลูกควายมองมหิสด้วยความอาลัย
"ท่าน...ท่านจะจากข้าไปแล้วหรือ?" ลูกควายถาม
"ข้าต้องทำเพื่อเจ้า" มหิสตอบ "จงจำไว้ว่า การเสียสละเพื่อผู้อื่นนั้น เป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด"
นายพรานทั้งสองปีนลงไปในหลุม พวกมันค่อยๆ จับมหิสขึ้นมา ระหว่างนั้น มหิสก็พยายามผละออกจากลูกควาย
เมื่อมหิสถูกจับขึ้นมาอยู่บนพื้นดินแล้ว นายพรานก็ปล่อยลูกควาย
"ไปเถอะ! กลับไปหาแม่ของเจ้า!" นายพรานตะโกน
ลูกควายรีบวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว มันหันกลับมามองมหิสเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะหายลับไปในป่า
มหิสถูกนายพรานทั้งสองล่ามโซ่และพาตัวไป
ในขณะที่มหิสเดินไปกับนายพราน มันไม่ได้รู้สึกเสียใจ แต่กลับรู้สึกภูมิใจในสิ่งที่ตนเองได้ทำ
นายพรานทั้งสองนำมหิสกลับไปยังหมู่บ้านของตน และขายมหิสให้กับเศรษฐีคนหนึ่ง
เศรษฐีผู้นั้นนำมหิสไปใช้งานหนัก ใช้มันไถนาและลากเกวียน
มหิสทำงานอย่างหนัก ไม่เคยบ่นหรือเกี่ยงงอน มันทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่
แม้จะเหนื่อยยากลำบาก แต่มหิสก็ยังคงมีความสุขที่ได้ใช้ชีวิตอย่างซื่อสัตย์
วันหนึ่ง ขณะที่มหิสกำลังไถนาอยู่ในทุ่งนาอันกว้างใหญ่ ก็มีควายตัวเมียตัวหนึ่งเดินเข้ามา
"ท่านคือมหิสใช่ไหม?" ควายตัวเมียถาม
มหิสเงยหน้าขึ้นมอง
"ใช่ ข้าคือมหิส แล้วท่านคือใคร?" มหิสถาม
"ข้าคือลูกควายที่ท่านเคยช่วยไว้" ควายตัวเมียตอบ
มหิสจำลูกควายตัวนั้นได้ แต่มันก็แปลกใจที่เห็นมันเติบโตเป็นควายสาว
"เจ้า...เจ้าโตขึ้นมากเลยนะ" มหิสกล่าว
"ใช่ค่ะ ข้าเติบโตขึ้นมาได้ก็เพราะท่าน" ลูกควายกล่าว "ข้ามาเพื่อขอบคุณท่านอีกครั้ง"
มหิสยิ้ม
"ไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก การช่วยเหลือผู้อื่นเป็นหน้าที่ของเราทุกคน" มหิสกล่าว
ลูกควายมองมหิสด้วยความเคารพ
"ท่านเป็นควายที่ประเสริฐที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบเจอมา" ลูกควายกล่าว
มหิสได้ยินดังนั้นก็รู้สึกดีใจ
ตั้งแต่นั้นมา มหิสก็ยังคงทำงานหนักต่อไป และใช้ชีวิตอย่างซื่อสัตย์
เรื่องราวของมหิสแพร่กระจายไปทั่วแผ่นดิน เป็นที่เล่าขานถึงความกล้าหาญ เสียสละ และความซื่อสัตย์ของมัน
แม้ว่ามหิสจะไม่ได้กลับไปอยู่ในป่าใหญ่ดังเดิม แต่มันก็ใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าและเป็นที่รักของทุกคนที่ได้รู้จัก
พระพุทธเจ้า ทรงเล่าเรื่องมหิสชาดกนี้ เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจพุทธศาสนิกชน ให้เห็นถึงความสำคัญของ เมตตากรุณา ความซื่อสัตย์ และ การเสียสละ ซึ่งเป็นคุณธรรมอันประเสริฐ
การเสียสละเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นนั้น แม้จะนำมาซึ่งความยากลำบากแก่ตนเอง แต่ก็ย่อมนำมาซึ่งความสุขใจและความภาคภูมิใจที่ได้ทำสิ่งที่ถูกต้อง
ความเสียสละเพื่อผู้อื่นนั้น เป็นคุณธรรมอันสูงส่ง และความซื่อสัตย์นั้นจะนำมาซึ่งเกียรติยศและคุณค่าในตนเอง
ขันติบารมี (ความอดทน) และ วิริยบารมี (ความเพียร) และ เมตตาบารมี (ความรักและปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุข)
— In-Article Ad —
ความเสียสละเพื่อผู้อื่นนั้น เป็นคุณธรรมอันสูงส่ง และความซื่อสัตย์นั้นจะนำมาซึ่งเกียรติยศและคุณค่าในตนเอง
บารมีที่บำเพ็ญ: ขันติบารมี (ความอดทน) และ วิริยบารมี (ความเพียร) และ เมตตาบารมี (ความรักและปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุข)
— Ad Space (728x90) —
431นวกนิบาตกุฏิสลหกชาดกกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในยุคที่มนุษย์ยังมีอายุยืนยาวและบ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง พระโพธิสั...
💡 การให้ทานที่แท้จริงคือการให้โดยไม่หวังผลตอบแทน และไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค แม้จะถูกขัดขวางหรือพบเจอความยากลำบาก ก็ควรตั้งมั่นในความดีงาม.
524มหานิบาตอิทธิพลแห่งความเพียรณ ชายป่าหิมพานต์อันสงบเงียบ ปรากฏถ้ำแห่งหนึ่งที่ร่มรื่นด้วยพฤกษชาติเขียวชอุ่ม รอ...
💡 ความเพียรที่ประกอบด้วยเมตตาธรรม ย่อมสามารถชนะอุปสรรคและเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ได้
429นวกนิบาตมุสิกชาดก ในกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ แคว้นอันรุ่งเรืองแห่งหนึ่ง มีพราหมณ์ผู้หนึ่งซึ่งมีความศรัทธาใน...
💡 ความเมตตาต่อสรรพสัตว์เป็นคุณธรรมอันประเสริฐที่นำมาซึ่งความสุขที่แท้จริง การเห็นแก่ตัวแม้เพียงเล็กน้อย อาจนำมาซึ่งความทุกข์ทรมานอันใหญ่หลวง การช่วยเหลือผู้อื่นด้วยจิตใจอันบริสุทธิ์ ย่อมนำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรืองและความสงบสุขแก่ตนเองและสังคม
381ฉักกนิบาตอัคคิทสชาดก (ครั้งที่ 2) กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ เมืองพาราณสีอันรุ่งเรือง มีพระราชาพระองค์หนึ่งทรง...
💡 ความรักของพ่อแม่นั้นยิ่งใหญ่และเสียสละได้ทุกสิ่งเพื่อลูก แม้จะต้องแลกมาด้วยเลือดเนื้อหรือความเจ็บปวด
483เตรสกนิบาตพระโพธิสัตว์กับกบสี่ตัว ณ ป่าใหญ่แห่งหนึ่งในสมัยพุทธกาล โบราณกาลนานมาแล้ว ณ แคว้นมคธ มีชายหนุ่มผู้ห...
💡 นิทานชาดกเรื่องนี้สอนให้เห็นถึงความสำคัญของการมีจิตใจเมตตากรุณาต่อสรรพสัตว์ และการใช้สติปัญญาแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ความกล้าหาญในการปกป้องผู้อื่น และการช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน
25เอกนิบาตจุลลเสฏฐิชาดกในสมัยพุทธกาล ณ เมืองสาวัตถี อันเป็นเมืองที่รุ่งเรืองด้วยพระพุทธศาสนา มีชายหนุ่มผู้หนึ่...
💡 ความฟุ่มเฟือยและความโลภเป็นบ่อเกิดแห่งความทุกข์ ควรประหยัดอดออม ขยันหมั่นเพียร และใช้ทรัพย์สินที่หามาได้ด้วยความชอบธรรม
— Multiplex Ad —